| เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช |
| วันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2012 เวลา 13:27 น. |
| ตั้งแต่มีรายงานเกิดโรคไข้หวัดนกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ที่ฟาร์มไก่ไข่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และจากนั้นโรคได้มีการแพร่ระบาดออกไปในหลายจังหวัด ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมป้องกันโรคอย่างเร่งด่วน เป็นผลให้การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกลดลงจนกระทั่งไม่พบโรคไข้หวัดนกอีกเลยตั้งแต่ในปลายปี 2551 เป็นต้นมา การแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกที่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนั้น เกิดจากความร่วมมือแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก ที่จัดทำขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญ คือ 1. การจัดระบบการผลิตและเลี้ยงสัตว์ปีก 2. การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคทั้งในสัตว์และคน 3. การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ 4. ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ประชาชน ภาคธุรกิจและนานาประเทศในการรับมือกับปัญหาโรคไข้หวัดนก 1.การจัดระบบการผลิตและเลี้ยงสัตว์ปีก มุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการเลี้ยงในสัตว์ปีกพื้นเมืองหรือเลี้ยงแบบหลังบ้าน (back yard) เป็ดไล่ทุ่ง ไก่ชน รวมถึงสนามชนไก่ ซ้อมไก่ให้มีรูปแบบการเลี้ยงที่ดี ถูกหลักวิชาการ และสามารถควบคุมป้องกันโรคได้ มีการจัดระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์หรือมาตรฐานฟาร์ม และการจัดทำระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกแบบคอมพาร์ทเมนต์ (compartmentalisation) เพื่อให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ได้ดำเนินมาตรการควบคุม และตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันแพร่ระบาดของโรคไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยกำหนดให้มีการตั้งจุดตรวจทั่วประเทศจำนวน 152 จุด และจุดตรวจระหว่างโซนการเลี้ยงสัตว์ปีกจำนวน 21 จุดตรวจ โดยมีการตั้งจุดตรวจครอบคลุมตามแนวชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งในสนามบิน ท่าเรือต่างๆ และมีการจับกุมดำเนินคดีผู้ลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตไก่ไทยมีความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะตลอดสายการผลิต กรมปศุสัตว์ได้จัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) โดยใช้ระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ในการประมวลผล เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกได้ 2.การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคทั้งในสัตว์และคน มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบการควบคุมและป้องกันโรคในสัตว์ปีก โดยดำเนินการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในด้านการควบคุม ป้องกันโรค การสอบสวนโรค การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การตรวจวินิจฉัยโรค และด้านระบาดวิทยา เพื่อให้การควบคุมป้องกันโรคเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (Avian Influenza Investigation Team (AIIT)) ในระดับอำภอจนถึงระดับจังหวัด เพื่อความรวดเร็วในการสอบสวนและควบคุมโรค มีการซ้อมแผนปฏิบัติงานทั้งชนิดซ้อมบนโต๊ะ (Table top Exercise) และซ้อมแผนการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อให้บุคลาการมีความเข้าใจตรงกันและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูล การรายงานโรคไข้หวัดนกในรูปแบบ Realtime มีรายงานสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติประจำวันทุกวัน และสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จาก website ของกรมปศุสัตว์ ตลอดจนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลร่วมกัน ในส่วนของการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในพื้นที่ ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินในระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับส่วนกลางเพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีมีการแพร่ระบาดของโรค มีการสร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก ระดับหมู่บ้าน และตำบลโดยมีการพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินงานที่มากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญให้มีการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกแบบบูรณาการเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยจัดทีมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการเข้าตรวจสอบสัตว์ปีกในทุกหมู่บ้าน เพื่อดูอาการสัตว์ปีก หากพบป่วยหรือตายมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดนกจะควบคุมโรคทันที มีการรณรงค์ทำความสะอาด และทำลายเชื้อโรค ปีละ 4 ครั้ง ในพื้นที่เสี่ยง โดยใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อเป็นการทำลายเชื้อโรคที่อาจหลงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม ในส่วนของการควบคุมโรค เมื่อมีโรคไข้หวัดนกเกิดขึ้น สัตวแพทย์จะดำเนินการทำลายสัตว์ปีกจุดที่เกิดโรคทันที พร้อมทั้งสำรวจค้นหาโรคเพิ่มเติม และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และซากสัตว์ปีกในรัศมี 10 กิโลเมตร เกษตรกรจะได้รับค่าชดใช้ในการทำลายสัตว์ 75% ของราคาสัตว์จากงบภัยพิบัติฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 โดยการสั่งทำลายเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีชุดเฉพาะกิจในการควบคุมโรคประจำเขต 9 เขตเพื่อปฏิบัติงานที่เร่งด่วนอีกด้วย 3.การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข 4.ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ประชาชน ภาคธุรกิจและนานาประเทศในการรับมือกับปัญหาโรคไข้หวัดนก มีการพัฒนาเครือข่ายภาคประชาชน ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดนก มีการสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรและสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อย เช่น สหกรณ์ผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ซึ่งปัจจุบันมี 27 แห่ง 22 จังหวัด ซึ่งทำให้มีความเข้มแข็งด้านการผลิต และการตลาด การรวมตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง โดยจัดทำเป็นฟาร์มสาธิต 3,548 ฟาร์ม พร้อมมีเครือข่ายผู้เลี้ยงสัตว์ปีก 106,440 ราย ทั่วประเทศ การมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ ทั้งสัตว์ปีกเนื้อ สัตว์ปีกไข่ และสัตว์ปีกพันธุ์ ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการหารือกันทั้งด้านการผลิต การตลาด การป้องกันโรคระบาดต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ นอกจากนี้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี องค์การระหว่างประเทศต่างๆ เช่น องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สหภาพยุโรป (EU) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยร่วมมือทั้งในด้านงานศึกษาวิจัย การเตรียมพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ รวมถึงความช่วยเหลือด้านงบประมาณในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องด้วย ....................................................................................... ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ เรียบเรียง และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ |
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555
กรมปศุสัตว์กับการควบคุมโรคไข้หวัดนก (บทความ 8/2555)
วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555
กรมปศุสัตว์กับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ(129/2555)
| นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผย กรมปศุสัตว์เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ หากมีสถานการณ์การเกิดภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปศุสัตว์ล้มตายและขาดแคลนอาหาร กรมปศุสัตว์ในฐานะผู้ดูแลด้านปศุสัตว์ ได้มีการเตรียมการรองรับปัญหาจากการขาดแคลนเสบียงสัตว์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยผลิตเสบียงสัตว์สำรองในหน่วยงาน ผลิตโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ และสถานีพัฒนาอาหารสัตว์ 29 แห่ง ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถสนับสนุนเกษตรกรได้ทันที โดยได้จัดสรรและสำรองหญ้าแห้งให้หน่วยงานต่างๆ ไว้ใช้ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ และขาดแคลน อีกทั้ง ได้มีการสำรองเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นไว้ที่ สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยทั้ง 9 แห่ง และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศติดตามการรายงานพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาตลอดเวลา รวมทั้งการประสานกับหน่วยงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และติดตามรายงานสภาพน้ำท่า โดยประสานกับชลประทานจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบสถานการของภัยที่จะเกิดขึ้น และเมื่อจะมีภัยเกิดขึ้น ต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยกับเกษตรกร เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ หาวิธีการป้องกันและแก้ไขเพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด เช่นการเตรียมอพยพสัตว์เคลื่อนย้ายสัตว์ไปสู่ที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์และรักษาสัตว์ป่วย หรือสัตว์ที่บาดเจ็บจากการเคลื่อนย้าย และหากมีโรคระบาดเกิดขึ้น จะต้องเร่งทำการป้องกัน รวมทั้งเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจวินิจฉัย และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมจึงขอให้พี่น้องเกษตรกรรับฟังข้อมูลข่าวสารสถานการณ์จากภาครัฐ และสื่อต่างๆ และจัดเตรียมสถานที่เลี้ยงสัตว์ในที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง และทำการอพยพสัตว์เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ จัดเตรียมอาหาร ยา เกลือแร่ น้ำสะอาด และหมั่นสังเกตอาการเจ็บป่วยของปศุสัตว์ หากพบสัตว์ป่วยหรือต้องการเสบียงอาหารสัตว์ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือทันที ......................................................................... ข้อมูล : สำนักส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ |
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
| ระวังโค กระบือเป็นโรคท้องอืดในช่วงฤดูฝน (119/2555) | | | |
| เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช |
| วันพุธที่ 18 กรกฏาคม 2012 เวลา 14:18 น. |
| กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกรอย่าให้โค กระบือ กินหญ้าอ่อนมากเกินไป อาจทำให้ท้องอืด หากรักษาไม่ทันอาจทำให้สัตว์ตายได้ นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ว่า ในช่วงฤดูฝน โค กระบือ อาจกินหญ้าอ่อนเป็นปริมาณมาก ให้สัตว์มีอาการท้องอืดได้ และเกษตรกรจะต้องหมั่นสังเกตสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด เพราะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงอาจทำให้สัตว์มีสุขภาพอ่อนแอ อาจเจ็บป่วยได้ง่าย อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โรคที่จะเกิดในสัตว์ประจำในช่วงนี้ จะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ปอดบวม และมักมีโรคท้องอืดในสัตว์ใหญ่ได้ เนื่องจากในช่วงต้นฤดูฝนต้นหญ้าอาหารสัตว์เริ่มแตกใบอ่อน มีรสชาติน่ากิน ทำให้สัตว์กินพืชหญ้าสดในช่วงนี้มากกว่าปกติ อาจทำให้ท้องอืดได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรตัดหญ้าอ่อนให้สัตว์กินมากเกินไป ควรเตรียมอาหารให้กินอย่างพอเพียง ให้อยู่แต่ในคอกที่มีโรงเรือน มีหลังคาสำหรับกันแดดและฝน ต้องดูแลรักษาพื้นคอกให้สะอาด แห้ง นอกจากนี้ ควรมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เช่น โรคคอบวม โรคปากและเท้าเปื่อย ตรงตามกำหนดเวลา ถ่ายพยาธิเป็นประจำเพื่อให้ร่างการแข็งแรง อย่างน้อยปีละ 1 –2 ครั้ง เมื่อมีสัตว์ป่วยต้องแยกสัตว์ออกจากฝูงทันที เพื่อป้องกันสัตว์ตัวอื่นเจ็บป่วยตามไปด้วย การแก้ไขอาการท้องอืด เพื่อให้แก๊สระบายออก อาจโดยกรอกน้ำมันพืช พาสัตว์จูงเดิน หรือหากมีอาการมาก ให้รีบปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน เนื่องจากในบางครั้งอาจต้องให้สัตวแพทย์เจาะกระเพาะเพื่อระบายแก๊สออก เพราะหากรักษาไม่ทันอาจทำให้สัตว์ตายได้ วิธีป้องกัน คือ จำกัดพื้นที่ของโค กระบือ ไม่ให้กินหญ้าอ่อนมากเกินไป หรือกักสัตว์ไว้ให้กินหญ้าแห้ง ฟางแห้ง หรือหญ้าสด ที่ไม่อ่อนเกินไปจนใกล้อิ่ม แล้วจึงปล่อยออกแทะเล็มในแปลงตามปกติ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในท้ายที่สุด --------------------------------------------- ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ |
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555
กรมปศุสัตว์เตือนประชาชนที่ชอบกินเนื้อ เครื่องในสุกรสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงพยาธิ
กรมปศุสัตว์เตือนประชาชนไม่ควรกินเนื้อ เครื่องใน หรือเลือดสุกรแบบสุกๆ ดิบๆ เพราะอาจได้รับตัวอ่อนพยาธิทริคิเนลล่าชอนไชเข้าในกระแสเลือดส่งผลถึงตายได้ แนะให้กินแบบปรุงสุกปลอดภัยแน่นอน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์สร้างความเข้าใจ และให้ความรู้ในการป้องกัน กำจัดพยาธิออกจากวงจรสุกร
นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์เผยว่า ประชาชนไม่ควรบริโภคเนื้อสุกร เครื่องใน หรือเลือดสุกรแบบดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบเพราะนอกจากไม่ทำให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้นกว่าการบริโภคแบบปรุงสุกแล้วอาจทำให้พยาธิที่ชื่อ ทริคิเนลล่า เข้าไปในทางเดินอาหารและเข้าสู่ระบบกระแสเลือดและชอนไชเข้าสู่หัวใจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แนะนำให้ประชาชนปรุงอาหารให้สุกก่อนบริโภคทุกครั้ง จะปลอดภัยจากเชื้อโรคและพยาธิแน่นอน พร้อมส่งทีมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ออกให้คำแนะนำการเลี้ยงสุกร ฉีดวัคซีนกำจัดพยาธิและทำวัคซีนป้องกันให้แก่สุกรเพื่อป้องกันและขจัดพยาธิออกจากวงจรสุกร
เมื่อมนุษย์กินเนื้อสุกร เครื่องในสุกรที่มีตัวอ่อนพยาธิในระยะต่างๆ และเลือดสุกรที่มีพายาธินี้โดยไม่ปรุงให้สุกเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร ตัวอ่อนพยาธิจะไชเข้ากล้ามเนื้ออ่อน กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อหัวใจ เนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยในปอด สมองและตับ-ไต หากรักษาโดยกำจัดตัวอ่อนพยาธิที่ชอนไชไปทั่วร่างกายและควบคุมปฏิกิริยาการอักเสบแบบทั่วร่างกายของผู้ป่วยไม่ทัน จะทำให้อวัยวะดังกล่าวล้มเหลว ขึ้นอยู่กับปริมาณและความถี่ในการกินเนื้อและอวัยวะภายในของสุกรที่มีตัวอ่อนพยาธิในแคปซูลแฝงอยู่ รวมถึงเลือดสุกรที่มีตัวอ่อนพยาธิที่ผู้ป่วยกินเข้าเข้า ฉะนั้นการกินลาบเลือด/ลาบหลู้ที่ทำจากเนื้อ อวัยวะภายใน เลือดสุกรดิบ จะทำให้ผู้ป่วยได้รับตัวอ่อนพยาธิที่มีอยู่ในสุกรโจมตีอย่างรุนแรงและมักจะตายในที่สุด
โรคทริคิโนสิส (Trichinosis) เป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมใน Family Trichinellidae, genus Trichinella จัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน (Zoonosis) ซึ่งเป็นพยาธิในเนื้อเยื่อที่พบการระบาดได้ทั่วโลก และเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทย พยาธินี้สามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีกบางชนิด และสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งที่เป็นสัตว์ป่า และสัตว์กินเนื้อ เช่น สุกร ม้า สุนัข แมว หนู กระรอก กระต่าย แมวน้า ปลาวาฬ นกเค้าแมว และจระเข้
จรชีวิตของพยาธิทริคิเนลล่า เมื่อสัตว์รวมถึงคนที่ได้รับพยาธิชนิดนี้จากบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนตัวอ่อนทั้งแบบที่มีแคปซูล และไม่มีแคปซูลหุ้ม ตัวอ่อนในเนื้อสัตว์เหล่านั้นจะถูกกระตุ้นด้วยน้ำย่อยที่หลั่งจากกระเพาะอาหาร และไปฝังตัวที่ผนังลำไส้เล็กอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นจะมีการลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นตัวผู้และตัวเมียจะผสมพันธุ์กัน และออกลูกเป็น larva ในรุ่นต่อไปภายในระยะเวลา 5-7 วันหลังได้รับพยาธิเข้าสู่ร่างกาย ส่วนตัวผู้จะตายไป ในขณะที่ตัวเมีย 1 ตัวจะสามารถผลิตพยาธิตัวอ่อนได้ประมาณ 500 – 1,500 ตัว และจะผลิตตัวอ่อนได้นาน 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นพยาธิตัวเมียจะตายไป และถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากนั้นตัวอ่อนจะเคลื่อนที่ไปตามกระแสเลือด และทางเดินน้ำเหลืองทั่วร่างกายของโฮสต์ ในวันที่ 20 หลังจากได้รับพยาธิเข้าไป ตัวอ่อนจะเคลื่อนไปฝังตัวในกล้ามเนื้อต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลายที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อบดเคี้ยว และสร้างแคปซูลหุ้มตัวอ่อน ที่เรียกว่า nurse cell ในขณะที่ตัวอ่อนของพยาธิบางสายพันธุ์จะไม่สร้างแคปซูลหุ้ม เพียงแค่ขดและฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อลายเท่านั้น
อาการป่วยในผู้ที่ได้รับเชื้อ ช่วงแรกผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเมื่อยล้าครั่นเนื้อ ครั่นตัว อ่อนเพลีย อาจมีอาการไอ อาเจียน หรือท้องเดินอ่อนๆ และเหมือนจะมีไข้ การแสบปวดตามกล้ามเนื้อ หายในลำบากเหนื่อยหอบ คล้ายถูกพิษเห็ดเมา ในเด็ก คนชรา ผู้มีโรคประจำตัวและอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะได้รับผลกระทบจากตัวอ่อนพยาธิทริคิเนลล่าอย่างรุนแรง และอาจตายได้ง่ายกว่าคนปกติที่แข็งแรงกว่า ส่วนในสตรีมีครรภ์อาจทำให้เด็กพิการและเสียชีวิตได้
การควบคุมและป้องกันโรค
1. ปรับปรุงการสุขาภิบาลในบริเวณคอกเลี้ยงสัตว์ ควบคุมหนู และสัตว์อื่นๆไม่ให้เข้ามาภายในคอกสัตว์ หรือโรงเรือน
2. ถ่ายพยาธิให้สัตว์อย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงอายุ เช่น
โปรแกรมการถ่ายพยาธิสุกร
พ่อสุกร ควรถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน
แม่สุกรและสุกรสาว ควรถ่ายพยาธิก่อนการผสมพันธุ์ทุกครั้ง และก่อนเข้าคอกคลอด
ลูกสุกรหย่านม ควรถ่ายพยาธิ 1 ครั้งหลังหย่านม และเมื่ออายุ 3, 6 เดือน
ลูกสุกรขุน ควรถ่ายพยาธิโดยวิธีให้กินเป็นระยะๆติดต่อกัน ตามคำแนะนำของยาถ่ายพยาธิแต่ละชนิด
3. ไม่นำเศษซากเนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ที่ตายแล้วไปเลี้ยงสุกร หรือสัตว์อื่น ควรนำไปฝังกลบ หรือกำจัดซากสัตว์ให้ถูกวิธี หากจำเป็นต้องนำเศษเนื้อไปเลี้ยงสัตว์ ต้องนำไปต้มให้สุกเสียก่อน
4. ปรับลักษณะการเลี้ยง จากการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเอง เป็นการเลี้ยงภายในคอก
5. สร้างพฤติกรรมกำรบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ เช่น รณรงค์การบริโภคอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ถูกหลักอนามัยเท่านั้น ไม่บริโภคเนื้อสัตว์สุกๆดิบๆ โดยเฉพาะเนื้อหมูป่า หมูชาวเขา
นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคคิดว่า การใส่พริกขี้หนู มะนาว เหล้าขาวดีกรีสูงจำนวนมากลงไปปรุงลาบเลือดหรือลาบหลู้จะสามารถฆ่าพยาธิได้นั้น เป็นความหลงผิดอย่างยิ่ง เพราะกรดมะนาว กรดพริก เอธานอลในเหล้าขาว จะทำให้พยาธิตัวอ่อนเกิดความเจ็บแสบแล้วยิ่งคลอกคราบ เจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ จะเร่งชอนไชเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายและกระแสเลือด เพื่อหนีตายและเร่งสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนตระหนักถึงภัยของการบริโภคอาหารจากเนื้อสุกรดิบอยู่เป็นประจำ ให้ปรับเปลี่ยนมาบริโภคเนื้อสุกร เครื่องใน หรือเลือดสุกรที่ผ่านการปรุงสุกทุกครั้งจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากเชื้อโรคและพยาธิแน่นอน ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเนื่องจากโรคทริคิโนสิสสามารถป้องกันได้โดยการบริโภคเนื้อสุกรที่ผ่านการปรุงสุก หากจะนำอาหารพวกเศษเนื้อมาใช้เลี้ยงสุกร ควรต้มให้สุกเสียก่อน เพื่อป้องกันการเกิดโรคในสุกร ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการเเพร่โรคสู่คนได้ รวมทั้งจะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับระบบการเลี้ยงสุกรให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพมากขึ้น พร้อมทั้งให้เกษตรกรสังเกตสุกรที่เลี้ยง หากพบสุกรแสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเรื่องโรคสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือโทรศัพท์ 085 660 9906
............................................................................
ข้อมูล/ข่าว : คณณัฏฐ์ บุณณ์มั่งมีปภา นายสัตวแพทย์ชำนาญการ กลุ่มพัฒนาวิชาการปศุสัตว์ สำนักผู้เชี่ยวชาญ/สำนักควบคุมป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ
นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์เผยว่า ประชาชนไม่ควรบริโภคเนื้อสุกร เครื่องใน หรือเลือดสุกรแบบดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบเพราะนอกจากไม่ทำให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้นกว่าการบริโภคแบบปรุงสุกแล้วอาจทำให้พยาธิที่ชื่อ ทริคิเนลล่า เข้าไปในทางเดินอาหารและเข้าสู่ระบบกระแสเลือดและชอนไชเข้าสู่หัวใจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แนะนำให้ประชาชนปรุงอาหารให้สุกก่อนบริโภคทุกครั้ง จะปลอดภัยจากเชื้อโรคและพยาธิแน่นอน พร้อมส่งทีมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ออกให้คำแนะนำการเลี้ยงสุกร ฉีดวัคซีนกำจัดพยาธิและทำวัคซีนป้องกันให้แก่สุกรเพื่อป้องกันและขจัดพยาธิออกจากวงจรสุกร
เมื่อมนุษย์กินเนื้อสุกร เครื่องในสุกรที่มีตัวอ่อนพยาธิในระยะต่างๆ และเลือดสุกรที่มีพายาธินี้โดยไม่ปรุงให้สุกเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร ตัวอ่อนพยาธิจะไชเข้ากล้ามเนื้ออ่อน กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อหัวใจ เนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยในปอด สมองและตับ-ไต หากรักษาโดยกำจัดตัวอ่อนพยาธิที่ชอนไชไปทั่วร่างกายและควบคุมปฏิกิริยาการอักเสบแบบทั่วร่างกายของผู้ป่วยไม่ทัน จะทำให้อวัยวะดังกล่าวล้มเหลว ขึ้นอยู่กับปริมาณและความถี่ในการกินเนื้อและอวัยวะภายในของสุกรที่มีตัวอ่อนพยาธิในแคปซูลแฝงอยู่ รวมถึงเลือดสุกรที่มีตัวอ่อนพยาธิที่ผู้ป่วยกินเข้าเข้า ฉะนั้นการกินลาบเลือด/ลาบหลู้ที่ทำจากเนื้อ อวัยวะภายใน เลือดสุกรดิบ จะทำให้ผู้ป่วยได้รับตัวอ่อนพยาธิที่มีอยู่ในสุกรโจมตีอย่างรุนแรงและมักจะตายในที่สุด
โรคทริคิโนสิส (Trichinosis) เป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมใน Family Trichinellidae, genus Trichinella จัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน (Zoonosis) ซึ่งเป็นพยาธิในเนื้อเยื่อที่พบการระบาดได้ทั่วโลก และเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทย พยาธินี้สามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีกบางชนิด และสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งที่เป็นสัตว์ป่า และสัตว์กินเนื้อ เช่น สุกร ม้า สุนัข แมว หนู กระรอก กระต่าย แมวน้า ปลาวาฬ นกเค้าแมว และจระเข้
จรชีวิตของพยาธิทริคิเนลล่า เมื่อสัตว์รวมถึงคนที่ได้รับพยาธิชนิดนี้จากบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนตัวอ่อนทั้งแบบที่มีแคปซูล และไม่มีแคปซูลหุ้ม ตัวอ่อนในเนื้อสัตว์เหล่านั้นจะถูกกระตุ้นด้วยน้ำย่อยที่หลั่งจากกระเพาะอาหาร และไปฝังตัวที่ผนังลำไส้เล็กอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นจะมีการลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นตัวผู้และตัวเมียจะผสมพันธุ์กัน และออกลูกเป็น larva ในรุ่นต่อไปภายในระยะเวลา 5-7 วันหลังได้รับพยาธิเข้าสู่ร่างกาย ส่วนตัวผู้จะตายไป ในขณะที่ตัวเมีย 1 ตัวจะสามารถผลิตพยาธิตัวอ่อนได้ประมาณ 500 – 1,500 ตัว และจะผลิตตัวอ่อนได้นาน 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นพยาธิตัวเมียจะตายไป และถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากนั้นตัวอ่อนจะเคลื่อนที่ไปตามกระแสเลือด และทางเดินน้ำเหลืองทั่วร่างกายของโฮสต์ ในวันที่ 20 หลังจากได้รับพยาธิเข้าไป ตัวอ่อนจะเคลื่อนไปฝังตัวในกล้ามเนื้อต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลายที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อบดเคี้ยว และสร้างแคปซูลหุ้มตัวอ่อน ที่เรียกว่า nurse cell ในขณะที่ตัวอ่อนของพยาธิบางสายพันธุ์จะไม่สร้างแคปซูลหุ้ม เพียงแค่ขดและฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อลายเท่านั้น
อาการป่วยในผู้ที่ได้รับเชื้อ ช่วงแรกผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเมื่อยล้าครั่นเนื้อ ครั่นตัว อ่อนเพลีย อาจมีอาการไอ อาเจียน หรือท้องเดินอ่อนๆ และเหมือนจะมีไข้ การแสบปวดตามกล้ามเนื้อ หายในลำบากเหนื่อยหอบ คล้ายถูกพิษเห็ดเมา ในเด็ก คนชรา ผู้มีโรคประจำตัวและอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะได้รับผลกระทบจากตัวอ่อนพยาธิทริคิเนลล่าอย่างรุนแรง และอาจตายได้ง่ายกว่าคนปกติที่แข็งแรงกว่า ส่วนในสตรีมีครรภ์อาจทำให้เด็กพิการและเสียชีวิตได้
การควบคุมและป้องกันโรค
1. ปรับปรุงการสุขาภิบาลในบริเวณคอกเลี้ยงสัตว์ ควบคุมหนู และสัตว์อื่นๆไม่ให้เข้ามาภายในคอกสัตว์ หรือโรงเรือน
2. ถ่ายพยาธิให้สัตว์อย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงอายุ เช่น
โปรแกรมการถ่ายพยาธิสุกร
พ่อสุกร ควรถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน
แม่สุกรและสุกรสาว ควรถ่ายพยาธิก่อนการผสมพันธุ์ทุกครั้ง และก่อนเข้าคอกคลอด
ลูกสุกรหย่านม ควรถ่ายพยาธิ 1 ครั้งหลังหย่านม และเมื่ออายุ 3, 6 เดือน
ลูกสุกรขุน ควรถ่ายพยาธิโดยวิธีให้กินเป็นระยะๆติดต่อกัน ตามคำแนะนำของยาถ่ายพยาธิแต่ละชนิด
3. ไม่นำเศษซากเนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ที่ตายแล้วไปเลี้ยงสุกร หรือสัตว์อื่น ควรนำไปฝังกลบ หรือกำจัดซากสัตว์ให้ถูกวิธี หากจำเป็นต้องนำเศษเนื้อไปเลี้ยงสัตว์ ต้องนำไปต้มให้สุกเสียก่อน
4. ปรับลักษณะการเลี้ยง จากการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเอง เป็นการเลี้ยงภายในคอก
5. สร้างพฤติกรรมกำรบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ เช่น รณรงค์การบริโภคอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ถูกหลักอนามัยเท่านั้น ไม่บริโภคเนื้อสัตว์สุกๆดิบๆ โดยเฉพาะเนื้อหมูป่า หมูชาวเขา
นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคคิดว่า การใส่พริกขี้หนู มะนาว เหล้าขาวดีกรีสูงจำนวนมากลงไปปรุงลาบเลือดหรือลาบหลู้จะสามารถฆ่าพยาธิได้นั้น เป็นความหลงผิดอย่างยิ่ง เพราะกรดมะนาว กรดพริก เอธานอลในเหล้าขาว จะทำให้พยาธิตัวอ่อนเกิดความเจ็บแสบแล้วยิ่งคลอกคราบ เจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ จะเร่งชอนไชเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายและกระแสเลือด เพื่อหนีตายและเร่งสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนตระหนักถึงภัยของการบริโภคอาหารจากเนื้อสุกรดิบอยู่เป็นประจำ ให้ปรับเปลี่ยนมาบริโภคเนื้อสุกร เครื่องใน หรือเลือดสุกรที่ผ่านการปรุงสุกทุกครั้งจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากเชื้อโรคและพยาธิแน่นอน ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเนื่องจากโรคทริคิโนสิสสามารถป้องกันได้โดยการบริโภคเนื้อสุกรที่ผ่านการปรุงสุก หากจะนำอาหารพวกเศษเนื้อมาใช้เลี้ยงสุกร ควรต้มให้สุกเสียก่อน เพื่อป้องกันการเกิดโรคในสุกร ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการเเพร่โรคสู่คนได้ รวมทั้งจะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับระบบการเลี้ยงสุกรให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพมากขึ้น พร้อมทั้งให้เกษตรกรสังเกตสุกรที่เลี้ยง หากพบสุกรแสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเรื่องโรคสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือโทรศัพท์ 085 660 9906
............................................................................
ข้อมูล/ข่าว : คณณัฏฐ์ บุณณ์มั่งมีปภา นายสัตวแพทย์ชำนาญการ กลุ่มพัฒนาวิชาการปศุสัตว์ สำนักผู้เชี่ยวชาญ/สำนักควบคุมป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555
กรมปศุสัตว์แจงโรคเฮโมฯ หรือโรคคอบวมในโค กระบือ ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
อธิบดีกรมปศุสัตว์แจงโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมียหรือโรคคอบวมสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนในโค กระบืออายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป และต้องฉีดซ้ำทุกๆ ปี เพื่อลดอัตราการสูญเสียปศุสัตว์จากโรคนี้ และขอความร่วมมือเกษตรกรสังเกตอาการของปศุสัตว์ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด เพื่อควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหายจากโรคระบาด
นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที ที่มีข่าวกระบือป่วยตายในอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พบกระบือแสดงอาการไข้สูง น้ำลายไหล ตัวแข็ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าจะมีสาเหตุมาจากโรคคอบวม หรือโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดรุนแรงในกระบือ และยังสามารถพบโคป่วยด้วยโรคนี้ได้ แต่จะไม่แสดงอาการรุนแรงในโคเท่ากระบือ แม้ว่าโรคนี้จะไม่นำโรคมาสู่คน แต่ก็สามารถแพร่เชื้อสร้างความเสียหายให้กับปศุสัตว์อื่นๆ ได้ กรมปศุสัตว์จึงเข้าควบคุม ป้องกันไม่ให้โรคนี้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยดำเนินการดังนี้
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์
นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที ที่มีข่าวกระบือป่วยตายในอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พบกระบือแสดงอาการไข้สูง น้ำลายไหล ตัวแข็ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าจะมีสาเหตุมาจากโรคคอบวม หรือโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดรุนแรงในกระบือ และยังสามารถพบโคป่วยด้วยโรคนี้ได้ แต่จะไม่แสดงอาการรุนแรงในโคเท่ากระบือ แม้ว่าโรคนี้จะไม่นำโรคมาสู่คน แต่ก็สามารถแพร่เชื้อสร้างความเสียหายให้กับปศุสัตว์อื่นๆ ได้ กรมปศุสัตว์จึงเข้าควบคุม ป้องกันไม่ให้โรคนี้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยดำเนินการดังนี้
- เก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทางสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเพาะเชื้อ และทดสอบยาที่มีความไวต่อการรักษา
- ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว หรือเขตสงสัยโรคระบาด เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยและสัตว์ในพื้นที่
- ทำบันทึกสั่งกักสัตว์ป่วยและแยกสัตว์ร่วมฝูงออกจากสัตว์ป่วย
- รักษาสัตว์ป่วย โดยการฉีดยาปฏิชีวนะ และรักษาตามอาการ โดยเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ไวต่อเชื้อที่ได้จากการเพาะเชื้อตัวอย่างที่เก็บในการระบาดครั้งนี้
- สำหรับสัตว์ร่วมฝูงจะฉีดยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมเชื้อโรคในตัวสัตว์และฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลังจากที่ได้ฉีดยาปฏิชีวนะไปแล้ว
- กรณีสัตว์ตาย ให้ควบคุมการฝังซากให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมปศุสัตว์
- พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกวันในบริเวณคอกและโรงเรือน รวมทั้งทำลายเชื้อโรคที่เสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆภายในโรงเรือน และงดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าออก บริเวณจุดเกิดโรค
- ดำเนินการควบคุมโรคในสัตว์ที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตร ถึง 5 กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค
- ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้เกษตรกรในพื้นที่เกี่ยวกับโรคคอบวมและวิธีป้องกันโรค
...................................................................
ข้อมูล / ข่าว : ส่วนโรคปศุสัตว์ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
โครงการป้องกันโรคพิษพิษสุนัขบ้าอำเภอฝาง
สำนักงานปศุสัตว์อำเภอฝางได้ร่วมรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าร่วมกับท้องถิ่นในอำเภอฝางโดยได้ทำการบริการฉีดวัคซีนให้กับสุนัข-แมว และผ่าตัดตอนทำหมัน
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
รับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
| สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเสด็จเยี่ยม โรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดน อาโอยามา หมู่ ๑๑ บ้านป่าคา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ |
| รับพระราชทาน เข็มเชิดชูเกียรติ ชั้นที่๑ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดน |
| ถวายรายงานความก้าวหน้าของโครงการฯ ด้านปศุสัตว์ |
![]() |
| เข็มเชิดชูเกียรติ ชั้นที่ ๑ |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




