วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรมปศุสัตว์เดินหน้าควบคุมโรคไข้หวัดนกช่วงอากาศแปรปรวน โดยพยายามใช้มาตรการต่างๆ ทุกวิถีทางที่จะสามารถสกัดกั้นไม่ให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย

กรมปศุสัตว์เดินหน้าควบคุมโรคไข้หวัดนกช่วงอากาศแปรปรวน โดยพยายามใช้มาตรการต่างๆ ทุกวิถีทางที่จะสามารถสกัดกั้นไม่ให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2012 เวลา 13:44 น.
           นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้สัตว์เจ็บป่วยจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกที่อาจเกิดขึ้นในสัตว์ปีก จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกหน่วยดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนกอย่างจริงจัง โดยพยายามใช้มาตรการต่างๆ ทุกวิถีทางที่จะสามารถสกัดกั้นไม่ให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย
          กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ มากมายในการควบคุม ป้องกัน ไม่ให้ประเทศไทยเกิดโรคไข้หวัดนก เช่น การทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก ต่างๆ ทั้งไก่เนื้อ ไก่พื้นเมือง และเป็ด จัดกิจกรรมสัปดาห์รณรงค์ทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (X-Ray) โดยดำเนินการสำรวจจำนวนสัตว์ปีก เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกเชิงรุกด้วยอาการทางคลินิก ทุกพื้นที่และทุกชนิดสัตว์ และการสุ่มตรวจอุจจาระสัตว์ปีก ไก่เนื้อ ไก่พื้นเมือง รวมทั้งเป็ดไล่ทุ่ง ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก
            ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก ทุกท่าน หากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายอย่างผิดปกติสามารถแจ้งเบาะแสให้กับ อาสาปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ของท่าน
----------------------------------------
ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ กรมปศุสัตว์

 

กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จสร้าง “ไก่ชีท่าพระ” ไก่พื้นเมืองไทยสายพันธุ์แท้

กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จสร้าง “ไก่ชีท่าพระ” ไก่พื้นเมืองไทยสายพันธุ์แท้ (11/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณพรสวรรค์ วิรัตน์เศรษฐสิน   
วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2012 เวลา 13:21 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผย กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการสร้างไก่พื้นเมืองไทย สายพันธุ์แท้ "ไก่ชีท่าพระ" หลังใช้เวลาวิจัย และพัฒนากว่า 10 ปี โดยมีลักษณะเด่นให้สมรรถภาพการผลิตที่สูง มีขนสีขาวทั้งตัวเหมือนไก่เนื้อ จึงเหมาะสำหรับเป็นไก่พื้นเมืองในระบบอุตสาหกรรมในอนาคต

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ไก่ชีท่าพระเป็นไก่พื้นเมืองไทยพันธุ์แท้ ที่ได้มีการพัฒนาพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ จ.ขอนแก่น โดยเริ่มสร้างฝูงไก่ชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ด้วยความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จนได้พันธุ์แท้ “ไก่ชีท่าพระ” จากขั้นตอนและวิธีการคัดเลือกตามหลักวิชาการ ฝูงพันธุ์ที่ได้มีลักษณะภายนอกซึ่งได้แก่ รูปร่าง ลักษณะหงอน และสีขนสม่ำเสมอเป็นเอกลักษณ์ ตรงตามลักษณะประจำพันธุ์และสามารถใช้จำแนกพันธุ์ได้ มีลักษณะประจำพันธุ์ทั้งลักษณะทางคุณภาพ (Qualitative traits) และ ลักษณะทางปริมาณ (Quantitative traits) เช่นเดียวกับไก่พันธุ์แท้ต่างๆ ของทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยสามารถแสดงความเป็นเจ้าของพันธุ์ได้ และยังมีศักยภาพการผลิตโดยการเลี้ยงในระบบฟาร์มสูงกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไปกว่า 25 % “ไก่ชีท่าพระ” มีจุดเด่นหลายประเด็น เช่น สามารถเลี้ยงรอดได้ดีในลักษณะการเลี้ยงของเกษตรกรในหมู่บ้าน มีความเป็นแม่ที่ดีสามารถฟักไข่และเลี้ยงลูกได้เอง ให้จำนวนลูกไก่สูงกว่าไก่พื้นเมืองของเกษตรกรกว่า 30 %

ลักษณะประจำพันธุ์ เพศผู้ มีสร้อยคอสีขาวหรือสีงาช้าง ขนหาง ขนลำตัวสีขาว แข้ง ปาก สีเหลือง ใบหน้าสีแดง หงอนถั่ว ส่วนเพศเมีย มีลักษณะเหมือนเพศผู้แต่ไม่มีขนสร้อยคอ

ส่วนลักษณะทางเศรษฐกิจ คือ เมื่ออายุ 12 สัปดาห์ จะมีน้ำหนักตัว 1,135 ± 150 กรัม สามารถให้ไข่ฟองแรกเมื่ออายุ 170 วัน และให้ผลผลิตไข่ 125 ฟอง/แม่/ปี

ลักษณะดีเด่น ไก่ชีท่าพระมีลักษณะเด่นที่เป็นไก่ไทยพันธุ์แท้ที่ให้สมรรถภาพการผลิตที่สูงกว่า มีขนสีขาวทั้งตัวเหมือนไก่เนื้อ จึงเหมาะสำหรับเป็นไก่พื้นเมืองในระบบอุตสาหกรรมในอนาคต เพราะเมื่อผ่านการชำแหละหรือแปรรูปในระบบโรงเชือดขนาดใหญ่ไม่มีปัญหาขนหมุด (Pin feather) สีดำติดที่ผิวหนังของไก่ และแข้งมีสีเหลืองซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้สีขาวของขนทั้งตัวยังเป็นที่นิยมของนักเลี้ยงไก่สวยงามของไทยอีกด้วย

การใช้ประโยชน์พันธุ์ ไก่ชีท่าพระเป็นไก่พื้นเมืองไทยที่มีศักยภาพและมีคุณค่าการบริโภคที่ดีเด่นกว่าไก่เนื้อมากเมื่อเทียบกันทางการค้า โดยไก่ชีท่าพระมีเนื้อที่แน่นนุ่ม มีโปรตีนสูงกว่า แต่มีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยกว่าถึง 2 เท่า กรมปศุสัตว์จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรได้นำ “ไก่ชีท่าพระ” ไปใช้ประโยชน์ในการการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้ร่วมมือกับ สกว. ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยการพัฒนาไก่ชีท่าพระเชิงเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ โดยเริ่มจากการสร้างการรับรู้/รู้จักพันธุ์ไก่ควบคู่กันไปทั้งในระดับเกษตรกรในชุมชนและในระดับผู้บริโภค โดย (1) การนำพันธุ์ไก่ลงสู่ชุมชนในรูปแบบของการสร้างเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงไก่ชีท่าพระในพื้นที่ของจังหวัดที่เริ่มมีการรับรู้/รู้จักและต้องการเลี้ยงไก่พันธุ์นี้ได้แก่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม และเลย (2) ร่วมกับการสร้างการรับรู้ไก่ชีท่าพระเชิงบริโภคในกลุ่มผู้บริโภค/ประชาชน โดยการนำไก่ชีท่าพระภาคอิสานที่นิยมบริโภคไก่เป็นหลัก จะทำให้เกษตรกร และผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นทั้งการสร้างอาชีพและการบริโภคปรุงเป็นอาหารและการจัดทำเมนูอาหารยอดนิยมคือไก่ชีท่าพระย่างให้ชิมในร้านไก่ย่างที่มีชื่อเสียงของอ.เมือง และอ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ในช่วงเดือนธันวาคม 2555 (3) จัดการชิมไก่ชีท่าพระย่าง ต้มยำในงานเปิดการท่องเที่ยว อ.เชียงคาน จ.เลย (ธ.ค. 55) งานวันเกษตรแห่งชาติภาคอิสาน ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ม.ค.56) โดยมุ่งนี้การนำผลงานวิจัยจากหิ้ง......ลงสู่ชุมชน .......เข้าสู่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ ผู้สนใจขอรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40260 โทรศัพท์ 043 – 261194

...........................................................................................

ข้อมูล : ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรมปศุสัตว์เตือนโรคในสัตว์ปีก

กรมปศุสัตว์เตือนโรคในสัตว์ปีก (10/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณพรสวรรค์ วิรัตน์เศรษฐสิน   
วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤศจิกายน 2012 เวลา 11:00 น.

กรมปศุสัตว์ ขอเตือนให้เกษตรกรหมั่นสังเกตสุขภาพสัตว์ปีก หากพบป่วยตายผิดปกติ ห้าม ขาย จำหน่าย แจก หรือ กิน ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมแนะให้ทำวัคซีนป้องกันโรคสัตว์ปีกตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย กลางคืนมีอากาศหนาวเย็น สลับกับมีฝนตกบ้างในบางวัน ส่วนในเวลากลางวันจะมีอากาศร้อนจัด อาจทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย และเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรค และการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ปีก อย่างเช่นโรคหลอดลมอักเสบ โรคไข้หวัดนก และโรคระบาดสัตว์ปีกอื่นๆ เกษตรกรจึงควร หมั่นสังเกตอาการ และสุขภาพของสัตว์ปีก ควรเสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่อยู่ของสัตว์ปีกให้เหมาะสม เช่น อย่าให้ลมโกรก ให้อยู่ในที่อุณหภูมิพอเหมาะ จัดให้มีเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกนอนในตอนกลางคืน สามารถป้องกันแดด ฝน ลมและพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลสุขภาพสัตว์ปีกอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก www.dld.go.th/birdflu และต้องใช้หลักความปลอดภัยทางชีวภาพ ( Biosecurity) ในการป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์ม เช่น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค การควบคุมคนหรือยานพาหนะเข้า – ออกฟาร์ม การมีเล้าหรือโรงเรือนเพื่อป้องกันพาหะนำโรค เป็นต้น และให้ทำวัคซีนตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด

ประกอบกับในช่วงนี้เริ่มมีนกอพยพเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือหน่วยงานที่เป็นเครือข่ายการเฝ้าระวังโรค ทั้งอาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คำแนะนำประชาชน เกษตรกร โรงเรียน และวัดที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีก หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ไม่ทราบสาเหตุ อย่านำสัตว์ปีกไปแจก ขาย หรือประกอบอาหารอย่างเด็ดขาด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ในพื้นที่ทันที หรือ call center โทร 085-660-9906 เพื่อจะได้ดำเนินการควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายออกไปได้อย่างทันท่วงที

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ข้อมูล/ข่าว : ส่วนโรคสัตว์ปีก สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์

เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์แนะนำเกษตรกรให้ผลิตหญ้าแดดเดียว

กรมปศุสัตว์แนะนำเกษตรกรให้ผลิตหญ้าแดดเดียว(9/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณพรสวรรค์ วิรัตน์เศรษฐสิน   
วันพุธที่ 07 พฤศจิกายน 2012 เวลา 14:34 น.
นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ แนะนำให้เกษตรกรผลิตหญ้าแดดเดียวเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งสัตว์ชอบกิน มีกลิ่นหอม คุณภาพดี และยังสามารถส่งขายในตลาดสัตว์เล็กได้อีกด้วย

การผลิตหญ้าแดดเดียวเป็นเทคนิคใหม่ในการทำหญ้าแห้ง จากเดิมที่ตัดหญ้าและตากในแปลงใช้ระยะเวลา 3-5 วัน เทคนิคนี้ใช้เวลาตัดและตากให้แห้งในแปลงเพียง 1 วัน เท่านั้น แต่การจะทำหญ้าแดดเดียวให้สำเร็จได้ ประกอบด้วยปัจจัย ดังนี้
1.  พันธุ์หญ้าที่ใช้ควรเป็นพันธุ์หญ้าที่มีลำต้นเล็ก เช่น หญ้าแพงโกล่า
2. หญ้าที่ตัดมีอายุระหว่าง 30-45 วัน
3. พื้นดินต้องแห้ง ฝนไม่ตก หรือหยุดการให้น้ำ มีแสงแดดจัดท้องฟ้าแจ่มใสหรือลมแรง
4. ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมคือเดือนธันวาคม-เมษายน

อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักร
1. รายใหญ่ไม่ควรตัดเกิน 10 ไร่/วัน
- เครื่องตัดหญ้าชนิดติดท้ายรถฟาร์มแทรกเตอร์ซึ่งใช้เวลาตัดไม่เกิน 2 ชม.
- เครื่องกระจายหญ้าแบบสะบัดผึ่ง ให้หญ้าโดนแดด และลมอย่างทั่วถึง ประมาณ 5-7 รอบ เป็นหัวใจสำคัญของการทำหญ้าแห้งแดดเดียว
- เกลี่ยรวมกองและอัดเสร็จในวันเดียวกัน
- ระยะเวลา 6 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น
2. เกษตรกรรายย่อย ไม่ควรตัดเกิน 1 ไร่
- เครื่องตัดแบบสะพายไหล่หรือเครื่องตัดชนิดเดินตาม
- เกลี่ยกระจายด้วยคลาดกลับหญ้าบ่อยๆให้ทุกส่วน โดนแดดและลม วันละ 5-7 รอบ
- เมื่อแห้งสนิทแล้วมัดเก็บด้วยเชือก

ข้อดีของการทำหญ้าแดดเดียว คือ จะทำให้หญ้ามีสีเขียว กลิ่นหอม สัตว์ชอบกิน หญ้าคุณภาพดี ไม่สูญเสียธาตุอาหาร ที่สำคัญยังเป็นที่ต้องการของตลาดของสัตว์เล็ก เช่น หนู กระต่าย อีกมาก ส่วนข้อจำกัดในการผลิตหญ้าแดดเดียว คือ ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน อาจเกิดเชื้อรา เนื่องจากยังมีความชื้นอยู่ได้ และไม่ควรจัดเก็บโดยวิธีกองเรียงกันสูงเกินไป เพราะอาจเกิดความร้อนหรือการสันดาป ทำให้เกิดไฟไหม้ได้ ดังนั้นเกษตรกร จึงต้องใส่ใจ ให้ความสำคัญ และระมัดระวัง เรื่องการระบายความร้อนของสถานที่จัดเก็บอย่างดีด้วย รองอธิบดีกล่าว.

......................................................................................

ข้อมูล : สำนักพัฒนาอาหารสัตว์

เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การเคลื่อนย้ายสัตว์ในประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การเคลื่อนย้ายสัตว์ในประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (5/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2012 เวลา 11:37 น.
กรมปศุสัตว์ไทยเป็นต้นแบบแก่ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการใช้ระบบ e-service ในการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์และการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าปศุสัตว์ ตามมาตรฐานสากล
                นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า การเคลื่อนย้ายสัตว์ในประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้มีความร่วมมือด้านการพัฒนาการประสานงานด่านกักกันสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์ไทยเป็นประเทศแรกในประเทศสามาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่นำระบบ e-service และการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์มาใช้ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าปศุสัตว์ได้
                จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้มีโรคระบาดสัตว์เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพสัตว์ และการผลผลิตของสัตว์ของประเทศนั้นๆ ดังนั้น เมื่อเกิดโรคระบาดสัตว์เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียปศุสัตว์ที่เลี้ยง ผลผลิตตกต่ำ เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือการควบคุมโรค สูญเสียโอกาสในการส่งสัตว์ไปจำหน่ายยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกิดผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ อย่างเช่น โรคปากและเท้าเปื่อย โรคอหิวาต์สุกร โรครินเดอร์เปสต์ โรคไข้หวัดนก เป็นต้น
                การควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดนนั้น จะต้องอาศัยมาตรการหลายประการ เช่น การทำวัคซีนเพื่อป้องกันควบคุมโรค การเฝ้าระวังและทดสอบโรค ระบบเตือนภัย และการป้องกันโรคล่วงหน้า การควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ ดั้งนั้นประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวม 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน (มณฑลยูนนาน) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศไทย เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน ทำให้การเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามพรมแดนอาจก่อให้เกิดโรคระบาดในสัตว์ได้อยู่เสมอ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ในสัตว์ อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงการพัฒนาการเคลื่อนย้ายสัตว์ในภูมิภาคนี้ กรมปศุสัตว์ และสำนักการเกษตรต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดให้มีการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์ และการทำเครื่องหมายเลขทะเบียนสัตว์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านด่านกักกันสัตว์ในประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นประจำทุกปี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด่านกักกันสัตว์ได้มีโอกาสในการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ และวางมาตรการการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อที่จะสามารถนำกลับไปใช้ในการพัฒนาด่านกักกันสัตว์ของแต่ละประเทศให้พัฒนาทัดเทียมกันต่อไป รวมทั้งประเทศไทยได้ผลักดันให้ประเทศต่างๆ ได้นำระบบ e-service มาใช้ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ในประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าปศุสัตว์อีกด้วย.
......................................................................................
ข้อมูล : กองปศุสัตว์ต่างประเทศ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กรมปศุสัตว์ เตือนระวังโรคสัตว์ในช่วงต้นหนาว(4/2556)

กรมปศุสัตว์ เตือนระวังโรคสัตว์ในช่วงต้นหนาว(4/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2012 เวลา 10:27 น.
กรมปศุสัตว์ เตือนเกษตรกรระวังโรคสัตว์ในหน้าหนาว หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยง ให้มีอากาศถ่ายเทและป้องกันลม ฝนได้ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำ พร้อมทั้งแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันทีที่พบสัตว์ป่วย/ตาย
          นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวนและในช่วงนี้มีอุณหภูมิลดต่ำลงในหลายพื้นที่ ประกอบกับมีฝนตกในบางพื้นที่ด้วย ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวจะส่งผลให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้สัตว์ป่วยได้ง่าย จึงขอให้เกษตรกรระวังโรคสัตว์ของตนเองและสัตว์ในหมู่บ้านในฤดูหนาวที่กำลังมาถึง
          สำหรับโรคในโค กระบือ ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคคอบวม หรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย เป็นโรคที่มีความรุนแรงในกระบือ สัตว์จะหายใจหอบ มีเสียงดัง คอ หรือหน้าบวมแข็ง ตายอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอบวม นอกจากนี้ยังมีโรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งสามารถติดต่อ และแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วในสัตว์กีบคู่ทุกชนิด จากการที่สัตว์กินเอาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่กับอาหารและน้ำหรือหญ้า หรือหายใจเอาเชื้อที่ปะปนอยู่กับอากาศในบริเวณที่มีสัตว์ป่วยเข้าไปสัตว์จะแสดงอาการมีไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำลายไหล มีแผลที่ลิ้น เหงือก และร่องกีบ บางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิต อาจทำให้สัตว์ตายได้ ทั้งโรคคอบวมและปากเท้าเปื่อย กรมปศุสัตว์มีวัคซีนให้บริการเกษตรกรตลอดเวลา
          โรคในสุกร ให้ระวังโรคปากและเท้าเปื่อยเช่นเดียวกับในโค กระบือ และโรคที่อาจพบการระบาดได้ในช่วงนี้ คือโรค PRRS ซึ่งเป็นโรคในสุกรไม่ติดต่อถึงคน แต่เชื้ออาจจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว สุกรที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้ หอบ ไอ ผิวหนังเป็นปื้นแดง ไม่มีแรง หากสุกรท้องจะแท้ง หรือลูกตายแรกคลอด หรืออ่อนแอ แคระแกร็น โตช้า จึงขอให้ผู้เลี้ยงสุกรเข้มงวดการป้องกันโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสุกร โดยแยกเลี้ยงสุกรใหม่เพื่อดูอาการก่อนนำเข้ารวมฝูงอย่างน้อย 1 เดือน ต้องทำลายเชื้อโรคที่อาจติดมากับยานพาหนะและคนก่อนเข้าสถานที่เลี้ยงสุกร ด้วยการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง และในช่วงที่มีโรคนี้ระบาดในพื้นที่ ควรงดการนำสุกรเข้าเลี้ยงใหม่และให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด
         สำหรับผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ไก่ชน และไก่พื้นเมือง  ควรเฝ้าระวัง ดูแล สุขภาพสัตว์ปีกของตนเองอย่างใกล้ชิด   ให้สัตว์ปีกนอนในที่แห้งหรือในเล้าหรือโรงเรือน ที่มีหลังคาและผนังป้องกันลม ฝนได้ รวมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันโรคจะช่วยให้สัตว์ปีกแข็งแรง ต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จะตรวจเยี่ยมเกษตรกรอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ปีก และให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนในการป้องกันและเฝ้าระวังโรคที่ถูกต้อง
          ท้ายนี้กรมปศุสัตว์ ฝากถึงประชาชนว่า การประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ให้รอบคอบ โดยเฉพาะด้านการจัดการ การควบคุม ป้องกันโรค และการตลาด หากสนใจขอข้อมูล หรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ทั่วประเทศ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว.
…………………………………………….
ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

ทำอย่างไรเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรถึงจะอยู่รอดได้ (2/2556)

ทำอย่างไรเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรถึงจะอยู่รอดได้ (2/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2012 เวลา 13:05 น.
 นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แนะเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้ใฝ่รู้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ หาช่องทางการตลาดใหม่ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากมูลและน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอด และต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับทุกสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้
            ในสภาวะการปัจจุบัน ราคาสุกรมีชีวิตตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ วันที่ 17 ตุลาคม 2555 เฉลี่ยทั่วประเทศกิโลกรัมละ 53 บาท และสุกรมีชีวิตที่หน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 48 – 51 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วลดลงคิดเป็นร้อยละ 15.41 ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 58 – 60 บาท เนื่องจากเกษตรกรขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตสุกรมากกว่าความต้องการบริโภค กรมปศุสัตว์ จึงแนะนำให้เกษตรกรควรปรับตัวดังนี้
เกษตรกรควรปรับการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการบริโภคของประชากรในประเทศ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลและเทศกาล เช่น เทศกาลกินเจ และปิดภาคเรียน ต้องปรับปริมาณการผลิตลดลงกว่าภาวะปกติ ต้องมีความใฝ่รู้ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพันธุกรรมสุกรที่เหมาะสมกับสภาพการเลี้ยงในแต่พื้นที่และตรงกับความต้องการของตลาด มีฐานข้อมูลรองรับเรื่องการผลิตลูก การขุน ระยะเวลา และปริมาณการใช้อาหาร เพื่อวางแผนธุรกิจอย่างชัดเจน (ใช้พันธุกรรมสุกรจาก สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์) ใช้วัตถุดิบราคาถูกที่มีในท้องถิ่นหรือที่หาได้มาทดแทนวัตถุดิบราคาแพงในการผลิตอาหารสุกรเพื่อลดต้นทุน และหาทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ของอาหารสุกร (ได้รับคำแนะนำ และองค์ความรู้จากเจ้าหน้าที่ กรมปศุสัตว์) มีการใช้ประโยชน์จากมูลสุกร โดยผลิตเป็นก๊าซชีวภาพและเป็นปุ๋ยกากตะกอนที่ได้รับจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพ สำหรับเกษตรกรรายเล็ก รายย่อย ต้องมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายกันทำกิจกรรมต่างๆในวงจรการผลิตและจำหน่ายสุกร รวมถึงมีการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยผู้นำกลุ่มต้องเป็นผู้ที่มีความเข้มแข็ง มีจิตใจดี มีการแบ่งปัน และเสียสละเพื่อสมาชิกกลุ่ม
การเพิ่มทักษะเพื่อหาช่องทางธุรกิจและการตลาดเพื่อรองรับผลผลิตที่แน่นอน นอกเหนือจากการขายลูกสุกรขุน สุกรขุน สุกรพันธุ์ เนื่องจากราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม กับราคาเนื้อสุกรหน้าเขียงแตกต่างกันมาก ทำให้ผู้ค้าได้กำไรมาก แต่ผู้เลี้ยงไม่ได้กำไร เกษตรกรจึงควรหาช่องทางเปิดเขียงจำหน่าย   เนื้อสุกรชำแหละผ่าซีกและชำแหละเป็นชิ้นส่วนเนื้อสุกรเอง รวมถึงการผลิตสินค้าจากเนื้อสุกร จำหน่าย เพื่อความอยู่รอด ---------------------------
ข้อมูล : สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช  สาสะกุล  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์
...