วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วงจรชีวิตของเห็บ (บทความ...../2556)

วงจรชีวิตของเห็บ (บทความ...../2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันพุธที่ 17 เมษายน 2013 เวลา 11:57 น.
เห็บสุนัข มี ลักษณะแตกต่างจากแมลงโดยทั่วไป คือเห็บเต็มวัยมี 8 ขา เห็บจะไม่มีหัวมีแต่ส่วนที่เป็นปากยื่นออกมาให้เห็นเท่านั้น ขนาดของเห็บโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร เห็บจะใช้ส่วนปากของมันแทงเข้าใต้ผิวหนังและเกาะติดแน่นบนตัวสุนัขแล้วดูดกินเลือดเป็นอาหาร เห็บตัวเมียซึ่งได้รับการผสมพันธุ์จากเห็บตัวผู้บนตัวสุนัข แล้วจะดูดเลือดจนตัวเป่งจนขยายตัวเต็มที่อาจมีขนาดถึง 12 มิลลิเมตร มองดูคล้ายเมล็ดลูกหยี เมื่อมันจะวางไข่ มันจะถอนส่วนปากออกจากผิวหนัง หล่นจากตัวสุนัขแล้วไปหาที่วางไข่ หลังจากตัวเมียวางไข่แล้วก็จะแห้งตาย และก่อนที่เห็บจะออกจากตัวสุนัขทุกครั้งเห็บจะดูดกินเลือดจนตัวเป่งเต็มที่ก่อนเสมอ

เห็บมีวงจรชีวิต 4 ระยะ ระยะแรกคือไข่ ตัวเมียจะวางไข่เพียงครั้งเดียวซึ่งจะใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 10 วัน ไข่ทั้งหมดจะรวมอยู่กันเป็นกอง ๆ ประมาณ 2,000 ถึง 4,000 ฟอง จากนั้นตัวอ่อนจะมีการออกจากตัวสุนัข 3 ครั้ง เพื่อลอกคราบ โดยสามารถอาศัยอยู่ตามพื้นบ้าน ผนัง มุมกรงสุนัข ตลอดจนสนามหญ้าที่สุนัขเดินผ่าน แล้วลงมาวางไข่นอกตัวสุนัข ไข่ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ในการฟักออกมาเป็นตัวอ่อน ซึ่งจะมีเพียง 6 ขาเท่านั้น เคลื่อนที่ได้ไวมาก ตัวอ่อนนี้จะขึ้นไปกินเลือดบนตัวสุนัขอย่างน้อย 2 -3 วัน เมื่ออิ่มแล้วจะหล่นจากตัวสุนัข ไปหาที่ลอกคราบ กลายเป็นตัวกลางวัย ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวอ่อนอย่างเห็นได้ชัดและมี 8 ขา ตัวกลางวัยนี้จะกินเลือดบนตัวสุนัขอีก และจะหล่นลงสู่พื้นเมื่อกินอิ่มแล้วเช่นกัน
จากนั้นจะลอกคราบกลายเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งจะต้องขึ้นบนตัวสุนัขอีกเพื่อดูดเลือดและผสมพันธุ์ต่อไป วงจรชีวิตของเห็บชนิดนี้จะ สมบูรณ์ได้ในเวลา ประมาณ 45-50 วัน แล้วแต่อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ เห็บแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก ถ้าเจ้าของสุนัข ไม่เอาใจใส่สุนัข ปล่อยให้มีเห็บทั้งบนตัวสุนัขและภายในบ้าน จะพบเห็บในปริมาณมากจนน่าตกใจ สุนัขอาจตายจากเห็บ จาการเสียเลือดทำให้ผอม และอ่อนเพลียแล้ว เห็บยังสามารถนำโรคร้ายแรง อื่นๆ มาให้สุนัขอีกด้วย

คนส่วนใหญ่เมื่อจับเห็บจากตัวสุนัขได้มักจะชอบบี้ให้ตาย นั่นจะเป็นการทำให้ไข่ของเห็บแพร่กระจายได้รวดเร็ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

ปัญหาและอันตรายที่เกิดจากเห็บ

1. สูญเสียเลือดอย่างเรื้อรัง และเกิดสภาวะโลหิตจางเนื่องจากทุกระยะของเห็บยกเว้นไข่จะดูดกินเลือดสุนัขนั่นเอง

2.  เกิดบาดแผลบนผิวหนังของสุนัข ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่สภาวะผิวหนังติดเชื้อเป็นหนอง
3.  ก่อให้เกิดความรำคาญและอาการคัน เนื่องจากน้ำลายเห็บ ทำให้สุนัขเกาและเกิดแผลตามมาได้
4.  การติดเชื้อพยาธิในเม็ดเลือด
     4.1  โรคไข้เห็บ (Babesiosis)
     4.2  Ehrlichiosis
     4.3  Hepatozoonosis

5.  ทำให้เกิดอัมพาตเนื่องจากเห็บ (Ticks paralysis)
-2-


การควบคุมและกำจัด

1.  การควบคุมโดยการใช้สารเคมี
2.  การควบคุมโดยชีววิธี
3.  การควบคุมแบบผสมผสาน
4.  การควบคุมโดยการใช้วัคซีน
ซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการควบคุมโดยการใช้สารเคมีเท่านั้น เนื่องจากอีก 3 วิธีที่เหลือยังไม่เป็นที่นิยมและอยู่ในระหว่างการศึกษาทดลอง
รูปแบบของการใช้สารเคมีในการกำจัดเห็บ

1. แชมพูกำจัดเห็บหมัด ประกอบไปด้วย แชมพูฟอกและทำความสะอาดตัวสุนัข ซึ่งจะมีส่วนของสารเคมีหรือสารสกัดจากธรรมชาติที่มีผลในการกำจัดเห็บหมัด ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เห็บหลุดจากตัวสุนัขชั่วคราว การอาบต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที ก่อนล้างออก
2. แป้งโรยตัว ซึ่งผู้ผลิตมักแนะนำให้โรยตัวหลังอาบน้ำ แต่ผู้เขียนเห็นว่าควรจะโรยตัวก่อนการอาบน้ำมากกว่า เพื่อขจัดสารเคมีออกจากตัวสุนัขก่อนที่สุนัขจะเลียแล้วก่อให้เกิดความเป็นพิษได้
3.  สเปรย์ ใช้สารเคมีเจือจางพ่นลงบนตัวสุนัขโดยเฉพาะบริเวณที่เห็บเกาะ มีผลทำให้เห็บตายได้

4.  สารเคมีเข้มข้นชนิดผงหรือสารละลาย ที่ใช้ผสมน้ำเพื่อราดตัว จุ่มตัว หรืออาบตัวสุนัขเพื่อฆ่าเห็บและหมัด เหา สุนัขได้

5.  กลุ่มเวชภัณฑ์ชนิดฉีด มีฤทธิ์ทำให้เห็บเกิดอัมพาตจนตายได้

6.  กลุ่มสารเคมีหยดผิวหนัง (Spot on) สารเคมีจะคงตัวอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนังในช่วงเวลาหนึ่ง มีฤทธิ์ในการฆ่าเห็บหมัด
7.  ปลอกคอกันเห็บหมัด (Collars)
วิธีการควบคุมเห็บที่ถูกต้อง

เพื่อให้การควบคุมเห็บมีประสิทธิภาพสูง จำเป็นต้องมีการควบคุมเห็บพร้อมกันทั้ง 2 ส่วน คือ
1.   การควบคุมบนตัวสุนัข
2.   การควบคุมภายนอกตัวสุนัข หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย โดยการพ่นสารเคมีกำจัดเห็บตามบริเวณซอกกรง บริเวณที่สุนัขนอน สนามหญ้า โดยใช้เครื่องสเปรย์คันโยกหรือฝักบัวรดน้ำต้นไม้
หลักในการควบคุมเห็บสุนัขให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ อาจสรุปได้ดังนี้

1.   เลือกใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง และเห็บไม่ดื้อต่อสารชนิดนั้น
2.   มีการควบคุมเห็บทั้งบนตัวสุนัขและภายนอกตัวสุนัข
3.   เลือกใช้วิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
4.   ใช้สารเคมีในขนาดที่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในฉลากกำกับสารเคมี
5.   ทำการควบคุมเห็บในสุนัขทุกตัวที่เลี้ยงอยู่รวมกัน หรือใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
6.   สามารถใช้รูปแบบการควบคุมเห็บบนตัวสุนัขได้มากกว่า 1 วิธี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
คัดลอก ดัดแปลง และเรียบเรียงจากเอกสารการประกวดสุนัข 2545       “เห็บสุนัขและการควบคุม” ของ รศ. น.สพ. ดร.อาคม  สังข์วรานนท์ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

--------------------------------------------
ข้อมูล/ภาพประกอบ  :  สพ.ญ.ปราณี  พาณิชย์พงษ์  สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์                                   เผยแพร่ : สำนักส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

กรมปศุสัตว์สั่งทุกด่านชายแดนเข้ม สกัดกั้นโรคไข้หวัดนกเข้าประเทศไทย

กรมปศุสัตว์สั่งทุกด่านชายแดนเข้ม สกัดกั้นโรคไข้หวัดนกเข้าประเทศไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันจันทร์ที่ 04 มีนาคม 2013 เวลา 09:01 น.

              อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้ทุกด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ
ตรวจสอบทุกด่านชายแดนป้องกันการลักลอบนำเข้าสัตว์ปีกเข้มงวดกว่าเดิม
หวังสกัดกั้นไม่ให้โรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะด่านอรัญประเทศ
ที่ติดกับประเทศกัมพูชา หลังพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดนกในกัมพูชาเพิ่มอีก 1 ราย
นับเป็นรายที่ 9 ของปีนี้
              นายทฤษดี  ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า
กรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้ด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร
ตำรวจ ศุลกากร เข้มงวดตรวจสอบบุคคลเข้าออกต้องไม่มีการนำสัตว์ปีกเข้ามาในประเทศ
พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะเข้า-ออก ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ รถเข็น
ตลอดจนบุคคลที่เดินเท้าเข้ามา
หากพบการกระทำผิดจะจับกุมดำเนินคดีและทำลายสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกทันที
และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนบริเวณแนวชายแดน ตลอดจนผู้ที่เดินทางเข้า-ออก
ประเทศให้ระมัดระวังป้องกันโรคไข้หวัดนก
               ทั้งนี้
ความเสี่ยงของโรคไข้หวัดนกที่ระบาดอยู่ในกัมพูชาอาจมีโอกาสแพร่ระบาดมายังประเทศไทยได้ทางนกอพยพ
หรือนกธรรมชาติที่บินเข้ามาสู่ประเทศไทย
และการลักลอบนำสัตว์ปีกเข้ามาตามบริเวณแนวชายแดนผ่านทางประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น
กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่าและพันธุ์พืชในการให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างอุจจาระและซากของนกอพยพ
และนกธรรมชาติในแหล่งที่นกอาศัยอยู่ทั่วประเทศ หากพบว่ามีนกตายผิดปกติ
หรือพบเชื้อโรคไข้หวัดนกจะเข้าควบคุมโรคในพื้นที่ทันที
               กรมปศุสัตว์ได้เฝ้าระวังสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกทั่วโลก
(ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 จนถึง 2 มีนาคม 2556) มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
ประเทศบังคลาเทศ เม็กซิโก เนปาล  ภูฐาน  และกัมพูชา
โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาซึ่งมีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย
พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (Highly pathogenic avian influenza virus: H5N1)
ในฟาร์มสัตว์ปีก ขึ้น 3 จุด รายงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ในพื้นที่เมือง
Prey Kambas จังหวัด TAKEO ซึ่งตั้งอยู่ติดกับกรุงพนมเปญและประเทศเวียดนาม
มีการทำลายสัตว์ปีกไปแล้วกว่า 4,000 ตัว โดยครั้งล่าสุด จำนวน 2 จุด รายงานเมื่อวันที่
22 กุมภาพันธ์ 2556 พบในสัตว์ปีกที่เลี้ยงหลังบ้าน ที่จังหวัด Kampong cham และ
จังหวัด Kampot  ทำลายสัตว์ปีกไปแล้วกว่า 3,500 ตัว
และจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาตั้งแต่ต้นปี 2546
ถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดนก  H5N1 จำนวน  30 ราย เสียชีวิตแล้ว 27 ราย
ซึ่งรายล่าสุดรายงานเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 นับเป็นรายที่ 9
ที่เสียชีวิตตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา

                         --------------------------------------------
ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช  สาสะกุล  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่สุ่มตรวจความปลอดภัยสินค้าเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่สุ่มตรวจความปลอดภัยสินค้าเกษตร(40/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 09:57 น.
นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สุ่มตรวจความปลอดภัยสินค้าเกษตร ตามแนวการดำเนินการกำกับดูแลอาหารปลอดภัย สินค้าเกษตรภายในประเทศ ณ ตลาดไท อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
           นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมหน่วยเฉพาะกิจตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ สุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อหน้าอกไก่ ตับไก่ เนื้อวัว เนื้อสุกร จากร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านปศุสัตว์จากตลาดไท และห้างแม็คโคร ปทุมธานี เพื่อตรวจสอบหาเชื้อจุลินทรีย์ และตรวจหาการปนเปื้อนยาสัตว์ต้องห้าม เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist) ยากลุ่มไนโตรฟูแรนส์ (Nitrofurans, NFS) คลอแรมเฟนนิคอล (Chloramphenicol, CAP) ในตัวอย่างเนื้อสัตว์ การตรวจคุณภาพสินค้าปศุสัตว์เป็นขั้นตอนที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ น้ำนม ไข่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์อื่นๆ โดยกรมปศุสัตว์จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มเก็บตัวอย่างตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่า สถานที่ชำแหละ จนถึงสถานจำหน่าย มาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อควบคุมคุณภาพของสินค้าปศุสัตว์ ให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ โดยหากพบสารต้องห้ามในสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทันที
          ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือหากพบเห็นการใช้สารกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ หรือสารต้องห้ามเลี้ยงปศุสัตว์อื่น รวมทั้งการลักลอบนำเข้า และซื้อ-ขายสารดังกล่าว ให้แจ้งเบาะแสได้ที่ กรมปศุสัตว์ โทร. 0-2653-4555 ในวัน และเวลาราชการ โดยทางกรมปศุสัตว์จะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งไว้เป็นความลับ ซึ่งหากรายใดศาลพิพากษาให้ลงโทษปรับแล้ว ผู้แจ้งจะได้รับรางวัลสินบนนำจับด้วย เนื่องจากการใช้สารต้องห้ามผสมอาหารเลี้ยงสัตว์อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และเป็นการทรมานสัตว์ด้วย ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ตามนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร หรือ Food Safety ของรัฐบาล และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าของประเทศไทยอีกด้วย
                                               ...................................................................
ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

กรมปศุสัตว์พร้อมป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ในสุกรและสัตว์ปีก

กรมปศุสัตว์พร้อมป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ในสุกรและสัตว์ปีก(27/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2013 เวลา 10:16 น.
กรมปศุสัตว์ จัดทำแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ของเชื้อได้ พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เป็นไข้หวัดงดสัมผัสสัตว์ และเฝ้าระวังสุกร และสัตว์ปีก หากพบสัตว์แสดงอาการผิดปกติ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม หอบ มีน้ำมูก  หรือ แสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที
           นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชน ว่าพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ H3N2 ครั้งรุนแรงในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน 20 ราย และมีแนวโน้มของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่สามารถแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างคนและสัตว์ และเกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อได้
           อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้เฝ้าระวัง และติดตามการเกิดโรคสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และได้มีการจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ของเชื้อ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัย นักวิชาการ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย เพื่อกำหนดแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ภายในฟาร์มสุกร นอกจากนี้ยังได้สั่งการไปยังปศุสัตว์จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศให้ประชาสัมพันธ์เกษตรกรรายย่อยได้ระมัดระวังมากขึ้น เช่น ไม่ให้ผู้ที่มีอาการป่วย เป็นไข้หวัด เช่น ไอ หรือจาม หลีกเลี่ยงเข้าฟาร์มหรือสถานที่เลี้ยงสุกร และสัตว์ปีก  โดยเด็ดขาด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อระหว่างคนและสัตว์ รวมทั้งเร่งดำเนินการปรับระบบการเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก ของเกษตรกรรายย่อยเพื่อไม่ให้เลี้ยงสุกรหรือสัตว์ปีกปะปนกับสัตว์ชนิดอื่น และรณรงค์ทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ในสถานที่เลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ  จากมาตรการที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น จึงถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากสัตว์สู่คน และจากคนสู่สัตว์ ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น และเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดใหญ่ได้
           ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำให้เกษตรกรรักษาสุขภาพ หากมีอาการป่วยให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ และหากพบสัตว์แสดงอาการผิดปกติ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม หอบ มีน้ำมูก  หรือ แสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด เพื่อจะได้เร่งดำเนินการตรวจสอบและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์ 085-6609906.
                                                                                   ......................................
ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช  สาสะกุล  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ
 

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กรมปศุสัตว์ เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงโรคสัตว์ในช่วงอากาศหนาวเย็น

กรมปศุสัตว์ เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงโรคสัตว์ในช่วงอากาศหนาวเย็น (21/2556) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณมณฑิชา นาควานิช   
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2012 เวลา 15:33 น.
อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยมีอุณหภูมิลดต่ำลง ส่งผลให้ภาคเหนือมีอากาศหนาว และหนาวจัดบนดอยสูง ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ อาจส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้สัตว์ป่วยได้ง่าย เกษตรกรจึงควรดูแลตัวเอง และสุขภาพปศุสัตว์ให้แข็งแรงอยู่เสมอ
          นายสัตวแพทย์ทฤษดี  ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า มีความกดอากาศสูงกำลังปานกลางปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดปกคลุมภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกตอนบนมีอากาศเย็นและมีหมอก บนยอดดอยอาจหนาวถึงหนาวจัดได้ และภาคใต้มีฝนกระจายถึงหนักมากในระยะนี้
                ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวอาจส่งผลให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้สัตว์ป่วยได้ง่าย จึงขอให้เกษตรกรในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือระวังปศุสัตว์ของตนเอง ให้มีสุขภาพดีในฤดูหนาวที่กำลังมาถึง  โดยจัดเตรียม วิตามิน และเกลือแร่ ให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงจัดเตรียมโรงเรือนเพื่อเป็นที่กำบังลมหนาว หรือ หาที่สุมไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับปศุสัตว์ และเมื่อสุมไฟให้ไออุ่นกับปศุสัตว์เรียบร้อยแล้ว ขอให้เกษตรกรดับไฟให้สนิทเพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้ทุกครั้งด้วย ส่วนในภาคใต้ เกษตรกรควรจัดเตรียมน้ำสะอาด ยา เวชภัณฑ์ พืชอาหารสัตว์ และสถานที่เตรียมพร้อมอพยพสัตว์ขึ้นบนที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง เพื่อป้องกันการสูญเสียปศุสัตว์ในกรณีน้ำท่วมขังสูง
            สำหรับโรคในโค กระบือ ที่ควรระวัง ในระยะนี้ ได้แก่ โรคคอบวม หรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย  เป็นโรคที่มีความรุนแรงในกระบือ สัตว์จะหายใจหอบ มีเสียงดัง คอ หรือหน้าบวมแข็ง ตายอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอบวม  นอกจากนี้ยังมีโรคปากและเท้าเปื่อย  ซึ่งสามารถติดต่อ และแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วในสัตว์กีบคู่ทุกชนิด จากการที่สัตว์กินเอาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่กับอาหารและน้ำหรือหญ้า หรือหายใจเอาเชื้อที่ปะปนอยู่กับอากาศในบริเวณที่มีสัตว์ป่วยเข้าไปสัตว์จะ แสดงอาการมีไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำลายไหล มีแผลที่ลิ้น เหงือก และร่องกีบ บางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิต อาจทำให้สัตว์ตายได้   
           ในสุกร ให้ระวังโรคปากและเท้าเปื่อยเช่นเดียวกับในโค กระบือ และโรคที่มีการระบาดในช่วงนี้ คือโรค PRRS เป็นโรคในสุกรไม่ติดต่อถึงคน ซึ่งเชื้อจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว สุกรมีอาการไข้ หอบ ไอ ผิวหนังเป็นปื้นแดง ไม่มีแรง หากสุกรท้องจะแท้ง หรือลูกตายแรกคลอด หรืออ่อนแอ แคระแกร็น โตช้า จึงขอให้ผู้เลี้ยงสุกรเข้มงวดการป้องกันโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสุกร โดยแยกเลี้ยงสุกรใหม่ก่อนเข้ารวมฝูงอย่างน้อย 1 เดือน ทำลายเชื้อโรคที่อาจติดมากับยานพาหนะและคนก่อนเข้าสถานที่เลี้ยงสุกร ด้วยการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง และในช่วงที่มีโรคนี้ระบาดในพื้นที่ ควรงดการนำสุกรเข้าเลี้ยงใหม่และให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างใกล้ ชิด    
          สำหรับผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ไก่ชน และไก่พื้นเมือง  ควรเฝ้าระวัง ดูแล สุขภาพสัตว์ปีกของตนเองอย่างใกล้ชิด   ให้สัตว์ปีกนอนในที่แห้งหรือในเล้าหรือโรงเรือน ที่มีหลังคาและผนังป้องกันลม ฝนได้ รวมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันโรคจะช่วยให้สัตว์ปีกแข็งแรง ต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี  
         อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรเองก็ต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงด้วยเช่นกัน เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย และต้องหมั่นสังเกตสุขภาพของปศุสัตว์อยู่เป็นประจำหากพบสิ่งผิดปกติ หรือสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้านท่าน อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด.         
                                                    .......................................................................                                
ข้อมูล/ข่าว : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช  สาสะกุล  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ออสเตรเลียพบไข้หวัดนกในฟาร์มสัตว์ปีก

ออสเตรเลียพบไข้หวัดนกในฟาร์มสัตว์ปีก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2012 เวลา 20:33 น.
         องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) รายงานการพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ก่อโรครุนแรงกลุ่ม H7
ในฟาร์มสัตว์ปีกของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นรายงานครั้งแรกของออสเตรเลียในรอบ 15 ปี
ทำให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระตายกว่า 5,000 ตัว และมีสัตว์ปีกที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกว่า 50,000 ตัว
โดยฟาร์มดังกล่าวพบว่ามีแหล่งน้ำจำนวนมากที่สามารถเป็นที่อาศัยของนกเป็ดน้ำซึ่งอาจเป็นพาหะนำโรคไข้หวัดนก
        ขณะนี้ กระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ (MAFF) ได้วางมาตรการกักกันต่อฟาร์มสัตว์ปีกดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดพื้นที่ในรัศมี 3 กิโลเมตร เป็นเขตกักกัน ! และรัศมี 7 กิโลเมตร เป็นเขตควบคุม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลียได้กล่าวว่า การระบาดของโรคจะไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภคสัตว์ปีกและไข่แต่อย่างใด

ที่มา : ส่วนควบคุมโรงฆ่าสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์